วิ่งไหนดี รวมที่วิ่งในกทม กับไอเทมลับราคาพิเศษ

วิ่งไหนดี รวมที่วิ่งในกทม กับไอเทมลับราคาพิเศษ

วิ่งไหนดี? รวม 5 พิกัดจ็อกกิ้งรอบกรุง พร้อมไอเทมลับที่สายรันนิ่งต้องมี!

เบื่อไหมกับการวิ่งบนลู่วิ่งในยิมแบบเดิมๆ? วันนี้เราจะพาทุกคนออกไปรับลม (และอาจจะรับฝุ่นนิดหน่อย) กับพิกัดที่วิ่งสุดฮิตในกรุงเทพฯ ที่ไปกี่ทีก็ไม่มีเบื่อ พร้อมเผย “ไอเทมลับ” ที่จะเปลี่ยนการวิ่งธรรมดาให้กลายเป็นระดับโปร ในราคาที่กระเป๋าสตางค์ไม่ฉีก!

Tips: วิ่งอย่างปลอดภัย อย่าลืมเช็คค่าฝุ่น (AQI)

ก่อนจะผูกเชือกรองเท้าแล้วก้าวออกจากบ้าน อย่าลืมยกข้อมือขึ้นมาเช็คสภาพอากาศกันสักนิดนะครับ เพราะสุขภาพปอดก็สำคัญไม่แพ้ความฟิต! Check on your wrist : บน Apple Watch มีแอปฯ “Weather” (สภาพอากาศ) ที่บอกค่า AQI (Air Quality Index) ได้แบบเรียลไทม์ตามพิกัดที่คุณอยู่

  • สีเขียว (0-50) : ฟ้าใส ลุยได้เต็มที่
  • สีเหลือง (51-100) : วิ่งได้ปกติ แต่ถ้าใครภูมิแพ้กำเริบง่ายต้องระวังหน่อยนะ
  • สีส้ม (101-150) : เริ่มมีผลต่อสุขภาพ อาจจะลดความเร็วลง หรือเลี่ยงไปวิ่งในยิมแทน
  • สีแดง (151 ขึ้นไป) : อันตราย! แนะนำให้พักการวิ่งเอาท์ดอร์ไว้ก่อน แล้วไปเล่น Weight Training อยู่บ้านดีกว่าค่ะ

วิธีตั้งค่าหน้าปัด Apple Watch ให้เช็คค่าฝุ่น (AQI) ได้ทันที!

ไม่ต้องกดเข้าแอปฯ ให้เสียเวลา แค่ยกข้อมือก็รู้เลยว่าวิ่งได้ไหม ทำตาม 3 ขั้นตอนนี้เลยค่ะ..

  1. เลือกหน้าปัดที่ชอบ: กดค้างที่หน้าปัด Apple Watch แล้วเลือก “แก้ไข” (Edit)
  2. เลือกช่องกลไก (Complication): ปัดหน้าจอไปทางซ้ายจนเจอส่วนที่ให้ปรับแต่งช่องข้อมูล (ช่องสี่เหลี่ยมหรือวงกลมเล็กๆ บนหน้าปัด)
  3. ใส่ค่าสภาพอากาศ: แตะที่ช่องที่ต้องการ > เลื่อนหาเมนู “สภาพอากาศ” (Weather) > แล้วเลือก “ดัชนีคุณภาพอากาศ” (AQI)

Pro Tip: แนะนำให้เลือกหน้าปัดแบบ Infograph หรือ Modular เพราะมีพื้นที่ใส่ข้อมูลเยอะ ช่วยให้คุณเห็นทั้งค่าฝุ่น, อุณหภูมิ และอัตราการเต้นของหัวใจได้ครบจบในหน้าเดียวค่ะ!

5 พิกัดแลนด์มาร์คสายวิ่ง

สวนสาธารณะส่วนใหญ่เปิด 04.30 – 22.00 น. แต่ละที่เดินทางสะดวกมากค่ะ

ขอบคุณรูปภาพจาก สำนักสิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานคร

สวนเบญจกิติ (Benchakitti Park)

แลนด์มาร์คที่มาแรงที่สุดในตอนนี้ ใครชอบทางวิ่งกว้างๆ วิวตึกระฟ้าสะท้อนผิวน้ำต้องหลงรักที่นี่ ไฮไลต์อยู่ที่ “โซนสวนป่า” ที่ให้ความรู้สึกเหมือนไม่ได้อยู่ในกรุงเทพฯ มีทางวิ่งยกระดับ (Sky Walk) ยาวกว่า 1.6 กม. ให้คุณวิ่งชมยอดไม้แบบเพลินๆ และถ้าใครเป็นสายสะสมระยะทาง ที่นี่มี Green Mile ทางเดิน-วิ่งลอยฟ้าที่เชื่อมยาวไปถึงสวนลุมฯ ได้เลย

  • Highlight : เส้นทาง Skywalk ชมสวนป่ากลางเมือง และวิวตึกสะท้อนน้ำยามเย็น
  • บรรยากาศ : ช่วงเช้า (05.00-07.00 น.) อากาศเย็น แสงสวยเหมือนอยู่ต่างประเทศ / ช่วงเย็น (18.00-20.00 น.) แสงไฟจากตึกสวยงาม โรแมนติกสุดๆ
  • วิธีเดินทาง : * รถไฟฟ้า: MRT ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (ทางออก 3) เดินเข้าสวนได้เลย หรือ BTS อโศก แล้วเดินต่อประมาณ 500 เมตร
  • รถส่วนตัว : มีที่จอดรถภายในสวน (แนะนำให้มาเช้าๆ เพราะเต็มเร็ว)
  • เวลาเปิด – ปิด : 04.30 – 22.00 น.

ขอบคุณรูปภาพจาก สำนักสิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานคร

สวนลุมพินี (Lumphini Park)

สนามวิ่งระดับตำนานที่ “ต้องมา” สักครั้ง ระยะรอบละประมาณ 2.5 กม. กำลังดีสำหรับการซ้อมวิ่งโซน 2 หรือจะลงคอร์ททำความเร็วก็ทำได้เต็มที่ เพราะทางวิ่งกว้างและราบเรียบ เสน่ห์ของที่นี่คือพลังงานจากผู้คนรอบข้าง และเพื่อนร่วมทางตัวนิ่งอย่าง “น้องตัวเงินตัวทอง” วิ่งเสร็จปุ๊บ ของกินเด็ดๆ แถวศาลาแดงและถนนวิทยุก็รอให้คุณไปเติมพลังต่อได้ทันที

  • Highlight : สวนระดับตำนาน ทางวิ่งกว้างขวาง ระยะรอบละ 2.5 กม.
  • บรรยากาศ : ช่วงเช้าคึกคักด้วย “ขาแรง” มาซ้อมทำสปีด / ช่วงเย็นเหมาะกับคนทำงานที่ต้องการคลายเครียดท่ามกลางเพื่อนนักวิ่งมากมาย
  • วิธีเดินทาง : รถไฟฟ้า: MRT ลุมพินี หรือ MRT สีลม / BTS ศาลาแดง เดินเชื่อมต่อเข้าสวนได้ทันที
  • รถส่วนตัว : มีที่จอดรถด้านใน (ทางเข้าฝั่งถนนราชดำริและถนนวิทยุ)
  • เวลาเปิด – ปิด : 04.30 – 22.00 น.

ขอบคุณรูปภาพจาก สำนักสิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานคร

สวนจตุจักร

ถ้าคุณกำลังฝึกซ้อมเพื่อลงมาราธอน ต้องมาที่นี่! เพราะเป็นการรวมตัวของ 3 สวนใหญ่ (สวนจตุจักร, สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ และสวนรถไฟ) เข้าด้วยกัน ทำให้มีเส้นทางวิ่งที่ยาวและหลากหลาย วิ่งกันยาวๆ ท่ามกลางอุโมงค์ต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาเกือบตลอดทาง บรรยากาศร่มรื่นจนลืมความเหนื่อยไปเลย

  • Highlight : ทางวิ่งยาวร่มรื่นด้วยอุโมงค์ต้นไม้ เชื่อมต่อได้ 3 สวนใหญ่
  • บรรยากาศ : ช่วงเช้า (06.00-08.00 น.) ต้นไม้เยอะช่วยบังแดดได้ดี วิ่งสายได้หน่อย / ช่วงเย็นลมพัดสบาย แสงแดดรำไรผ่านใบไม้สวยมาก
  • วิธีเดินทาง : รถไฟฟ้า BTS หมอชิต หรือ MRT สวนจตุจักร แล้วเดินผ่านสวนจตุจักรเชื่อมมายังสวนรถไฟ
  • รถส่วนตัว : มีลานจอดรถกว้างขวาง (เสียค่าจอดรถตามอัตราของสวน)
  • เวลาเปิด – ปิด : 05.00 – 21.00 น.

ขอบคุณรูปภาพจาก อุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

อุทยาน 100 ปี จุฬาฯ (พื้นที่สีเขียวสไตล์โมเดิร์น)

ปอดแห่งใหม่ใจกลางสามย่าน แม้ระยะทางต่อรอบจะไม่ยาวมาก แต่โดดเด่นด้วยดีไซน์การออกแบบที่เน้นความลาดชันเล็กน้อย เหมาะสำหรับคนที่อยากฝึกกล้ามเนื้อขาด้วยการวิ่งขึ้น-ลงเนินเบาๆ นอกจากนี้ยังเป็นจุด Check-in ยอดฮิตของสาย City Run วิ่งเสร็จแล้วแวะถ่ายภาพสวยๆ ลงโซเชียลได้ทุกมุม

  • Highlight : พื้นที่ลาดเอียง (Incline) ดีไซน์ล้ำสมัย เหมาะกับการซ้อมวิ่งขึ้นเนิน
  • บรรยากาศ : ช่วงเช้ามืดเงียบสงบมีสมาธิ / ช่วงหัวค่ำวัยรุ่นเยอะ คึกคักมาก วิ่งเสร็จแวะหาของอร่อยย่านบรรทัดทองต่อได้เลย
  • วิธีเดินทาง : รถไฟฟ้า MRT สามย่าน แล้วเดินต่อประมาณ 10 นาที หรือนั่งรถปอ.พ. สาย 1, 2, 5
  • รถส่วนตัว : จอดรถได้ที่อาคารจอดรถของอุทยาน หรือสวนหลวงสแควร์
  • เวลาเปิด – ปิด : 05.00 – 22.00 น.

ขอบคุณรูปภาพจาก สำนักสิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานคร

สะพานพระราม 8  (Run with a View ริมเจ้าพระยา)  

อยากเปลี่ยนบรรยากาศจากสวนมาเป็นทางวิ่งริมแม่น้ำ แนะนำให้เริ่มวิ่งจากฝั่งธนบุรีข้ามสะพานพระราม 8 ในช่วงเย็น ลมพัดเย็นสบายผิว พร้อมชมวิวพระอาทิตย์ตกดินที่ตกลงเหนือน้ำเจ้าพระยาพอดี เป็นเส้นทางที่วิ่งแล้วรู้สึกอิสระและผ่อนคลายความเครียดจากการทำงานได้ดีที่สุด

  • Highlight : วิ่งรับลมแม่น้ำเจ้าพระยา และท้าทายกำลังขาด้วยการวิ่งข้ามสะพาน
  • บรรยากาศ : ช่วงเช้ามืดชมพระอาทิตย์ขึ้นเหนือแม่น้ำ / ช่วงดึก (ถึง 21.00 น.) แสงไฟบนสะพานสวยระดับแลนด์มาร์ค
  • วิธีเดินทาง : เรือด่วนเจ้าพระยา ลงท่าเรือสะพานพระราม 8
  • รถส่วนตัว : มีที่จอดรถใต้สะพานพระราม 8 ฝั่งธนบุรี
  • เวลาเปิด – ปิด : 24 ชั่วโมง (สวนปิด 21.00 น.)

ไอเทมลับ ทำไมต้อง Apple Watch? (และดีลพิเศษที่ห้ามพลาด)

ถ้าถามว่าไอเทมชิ้นไหนที่ “เปลี่ยนโลกการวิ่ง” ได้จริง คำตอบคือ Apple Watch ค่ะ ไม่ใช่แค่ใส่อวดเท่ๆ แต่นี่คือเทรนเนอร์ส่วนตัวบนข้อมือคุณ

Pacing & Heart Rate : ดูอัตราการเต้นของหัวใจแบบ Real-time ช่วยให้เราคุมโซนการวิ่งได้แม่นยำ ไม่ให้เหนื่อยหอบจนเกินไป

GPS แม่นยำ : วิ่งในสวนหรือ City Run ก็เก็บระยะทางได้เป๊ะ พร้อมดูแผนที่ย้อนหลังได้ว่าเราไปลุยที่ไหนมาบ้าง

Music on your wrist : ไม่ต้องพกมือถือเครื่องใหญ่ให้หนักกระเป๋ากางเกง แค่เชื่อมต่อหูฟังกับนาฬิกา ก็ฟังเพลงจาก Apple Music หรือ Spotify ได้เลย

เลือกคู่หูที่ใช่… รุ่นไหนที่ตอบโจทย์สเต็ปการวิ่งของคุณ?

Apple Watch SE (2025)

ราคาสบายกระเป๋าที่สุด! แต่ประสิทธิภาพเกินตัว เป็นรุ่นเริ่มต้นที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับนักวิ่งมือใหม่ หรือใครที่อยากเข้าสู่ Ecosystem ของ Apple ในราคาประหยัด

ฟีเจอร์พื้นฐานครบครัน : ไม่ว่าจะเป็นการวัด Heart Rate ที่แม่นยำ, ระบบ GPS ในตัวสำหรับเก็บเส้นทางวิ่ง, และฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยที่สำคัญอย่าง การตรวจจับการล้ม (Fall Detection) และ การตรวจจับการชนกัน (Crash Detection) ที่ช่วยให้คุณอุ่นใจทุกครั้งที่ออกไปวิ่งคนเดียว

ติดตามสุขภาพได้รอบด้าน : นอกจากการวิ่งแล้ว ยังช่วย ติดตามการนอนหลับ (Sleep Tracking) เพื่อดูคุณภาพการพักผ่อนของคุณ และแจ้งเตือนเมื่ออัตราการเต้นของหัวใจเร็วหรือช้าผิดปกติ

คู่หูสายลุย : ตัวเรือนน้ำหนักเบา ใส่สบายเหมือนไม่ได้ใส่ วิ่งนานแค่ไหนก็ไม่ล้าแขน พร้อมรองรับแอปฯ ออกกำลังกายหลากหลายรูปแบบ

Apple Watch SE  (2025) ราคา 8,160จากปกติ 8,500

เริ่มต้นเพียง ฿816 / เดือน ผ่อน 0% นานสูงสุด 10 เดือน

Apple Watch Series 10

นักวิ่งสายไลฟ์สไตล์ / City Run เหมาะสุดๆ สำหรับคนที่ชอบวิ่งสำรวจเมือง หรือวิ่งเสร็จแล้วไปนั่ง Cafe Hopping ต่อได้แบบไม่ขัดเขิน ด้วยดีไซน์ที่หรูหราและทันสมัย

หน้าจอ Wide-angle OLED ใหม่ล่าสุด: ใหญ่สะใจกว่าเดิมและสว่างชัดเจนแม้จะวิ่งอยู่กลางแดดจัด ช่วยให้คุณเหลือบมอง Pace หรือระยะทางได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องยกแขนขึ้นมาบ่อยๆ

เบาบางที่สุดเท่าที่เคยมีมา : ตัวเรือนถูกออกแบบมาให้เพรียวบางและมีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ ใส่ติดข้อมือวิ่งได้แบบสบายๆ ไม่รู้สึกหนักหรือรำคาญใจแม้ในจังหวะสปีดเต็มที่

ชาร์จไวทันใจสายรีบ : ระบบ Fast Charge ที่อัปเกรดมาใหม่ แวะอาบน้ำแต่งตัวแป๊บเดียว แบตเตอรี่ก็พุ่งขึ้นมาพร้อมให้คุณออกไปทำกิจกรรมต่อได้ทั้งวัน

เซนเซอร์สุขภาพอัจฉริยะ : นอกจากจะวัดค่าการวิ่งได้ละเอียดแล้ว ยังมาพร้อมฟีเจอร์ตรวจจับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และการแจ้งเตือนสุขภาพเชิงลึกที่ช่วยให้คุณดูแลตัวเองได้ดีกว่าเดิม

Apple Watch Series 10 ราคา 9,800จากปกติ 14,900

เริ่มต้นเพียง ฿980 / เดือน ผ่อน 0% นานสูงสุด 10 เดือน

Apple Watch Series 11

สาย Tech-Runner / เน้นดูแลสุขภาพ รุ่นที่รวมเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุดไว้บนข้อมือ เหมาะสำหรับนักวิ่งสาย Data ที่ต้องการรู้ลึกรู้จริงทุกรายละเอียดของร่างกายและการฝึกซ้อม

รุ่นใหม่ล่าสุดพร้อมชิปตัวแรง : ขับเคลื่อนด้วยชิปประมวลผลรุ่นใหม่ล่าสุดที่ทำงานได้รวดเร็ว ลื่นไหลไม่มีสะดุด รองรับฟีเจอร์ AI ที่จะช่วยวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพของคุณได้แบบเรียลไทม์

วิเคราะห์ท่าวิ่งแบบมือโปร (Running Form) : มาพร้อมเซนเซอร์ความเคลื่อนไหวที่อัปเกรดใหม่ ช่วยวิเคราะห์ท่าวิ่งของคุณอย่างละเอียด ทั้งระยะก้าว (Stride Length), เวลาที่เท้าสัมผัสพื้น (Ground Contact Time) และการเด้งตัวขณะวิ่ง (Vertical Oscillation) เพื่อช่วยปรับปรุงท่าวิ่งให้มีประสิทธิภาพและลดโอกาสบาดเจ็บ

แบตเตอรี่อึดขึ้นแบบรู้สึกได้ : พัฒนามาให้ใช้งานได้ยาวนานกว่ารุ่นก่อนหน้า จะวิ่งยาวช่วงเช้าแล้วใส่ไปทำงานต่อจนถึงค่ำ แบตก็ยังเหลือๆ ไม่ต้องพะวงเรื่องสายชาร์จระหว่างวัน

เซนเซอร์สุขภาพที่แม่นยำระดับแพทย์ : อัปเกรดความแม่นยำของตัววัดออกซิเจนในเลือดและอัตราการเต้นของหัวใจ ให้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกับอุปกรณ์การแพทย์มากขึ้น เพื่อการดูแลสุขภาพที่สมบูรณ์แบบที่สุด

Apple Watch Series 11 ราคา 11,600จากปกติ 14,900

เริ่มต้นเพียง ฿1,160 / เดือน ผ่อน 0% นานสูงสุด 10 เดือน

Apple Watch Ultra 3 (New Arrival!)

สายลุยตัวจริง / ปั่น-ว่าย-วิ่ง นิยามใหม่ของนาฬิกา Multisport ที่แข็งแกร่งที่สุด ออกแบบมาเพื่อคนที่ขีดจำกัดมีไว้ให้พุ่งชน ไม่ว่าจะวิ่งมาราธอน ปั่นจักรยานทางไกล หรือไตรกีฬา รุ่นนี้คือจบในเรือนเดียว!

หน้าจอที่สว่างที่สุดเท่าที่เคยมีมา : อัปเกรดหน้าจอให้สว่างสู้แดดเมืองไทยได้สูงสุดถึง 3000 nits ไม่ว่าแดดตอนเที่ยงจะแรงแค่ไหน ก็อ่านค่า Pace และ Heart Rate ได้คมชัด ไม่ต้องเอามือป้องหน้าจอให้เสียจังหวะวิ่ง

GPS ความถี่คู่ (L1 และ L5) ที่แม่นยำขั้นสุด : แม่นยำที่สุดในตระกูล Apple Watch แม้คุณจะวิ่งอยู่ใต้ทางด่วน วิ่งผ่านดงตึกสูงในย่านสุขุมวิท หรือวิ่งในป่าทึบ สัญญาณ GPS ก็ไม่มีหลุด เส้นทางในแอปจะเป๊ะทุกโค้ง ไม่มีลัดคลองแน่นอน!

ปุ่ม Action ที่ปรับแต่งได้ดั่งใจ : ปุ่มสีส้มที่เป็นเอกลักษณ์ ช่วยให้คุณกดเริ่มออกกำลังกาย หรือสลับโหมดกีฬาได้ทันทีแม้สวมถุงมือหรือขณะมือเปียกเหงื่อ

แบตเตอรี่พันธุ์อึด ใช้งานได้ข้ามวัน : พัฒนามาเพื่อการผจญภัยที่ยาวนาน แบตเตอรี่อึดพอที่จะพาคุณไปถึงเส้นชัยในการวิ่ง Ultra Marathon หรือออกทริปเดินป่าช่วงสุดสัปดาห์ได้สบายๆ

ตัวเรือนไทเทเนียมระดับเกรดอวกาศ : ทนทานต่อการกัดกร่อนและแรงกระแทก พร้อมลุยไปกับคุณทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะบุกป่าฝ่าดงหรือดำน้ำลึก

Apple Watch Ultra 3 ราคา 29,900 

เริ่มต้นเพียง ฿1,495 / เดือน ผ่อน 0% นานสูงสุด 20 เดือน

ตารางสรุป Apple Watch รุ่นไหนที่ใช่สำหรับคุณ?

รุ่น Apple Watchเหมาะสำหรับใคร?จุดเด่นสายวิ่งต้องรัก ราคาเริ่มต้น (ประมาณ)

Apple Watch SE (2025)
นักวิ่งมือใหม่ / เน้นความคุ้มค่าราคาน่ารักที่สุด ฟีเจอร์หลักครบ (Heart Rate, GPS, ตรวจจับการล้ม) น้ำหนักเบาใส่สบาย
฿8,160 – ฿8,500

Apple Watch Series 10
นักวิ่งสายไลฟ์สไตล์ / City Run / คนทำงานหน้าจอ OLED ใหญ่สะใจ แต่ออกแบบมาให้ บางเบาที่สุด ใส่ติดข้อมือวิ่งได้ไม่รำคาญ และชาร์จไวมาก แวะอาบน้ำแป๊บเดียวแบตก็พร้อมไปต่อ!
฿9,800 – ฿14,900

Apple Watch Series 11
สาย Tech-Runner / เน้นข้อมูลสุขภาพเชิงลึกรุ่นใหม่ล่าสุด! วิเคราะห์ท่าวิ่ง (Running Form) แบบ AI แบตอึดขึ้น และเซนเซอร์สุขภาพแม่นยำระดับโปร
฿11,600 – ฿14,900

Apple Watch Ultra 3 (New Arrival!)
สายลุยตัวจริง / ปั่น-ว่าย-วิ่งอัปเกรดหน้าจอให้สว่างสู้แดดเมืองไทยได้สูงสุดถึง 3000 nits! GPS ความถี่คู่ที่แม่นยำที่สุดในบรรดาทุกรุ่น แม้วิ่งใต้ทางด่วนหรือตึกสูงในกทม. สัญญาณก็ไม่หลุด!
฿29,900

หลายคนอาจคิดว่ามีแค่ตัวเรือนก็เพียงพอแล้ว แต่ความจริงคือ Accessories ที่ถูกต้องจะช่วยปลดล็อกฟีเจอร์ของ Apple Watch ให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ และช่วยให้คุณโฟกัสกับการวิ่งได้แบบ 100%

Nike Sport Band: (สายที่เกิดมาเพื่อคนเหงื่อเยอะ): ตัวสายทำจากยาง Fluoroelastomer คุณภาพสูง จุดเด่นคือ “รูระบายอากาศ” รอบสายที่ไม่ได้มีไว้แค่ความเท่ แต่มันช่วยให้ผิวหนังใต้สายนาฬิกาหายใจได้! วิ่งยาวๆ ที่สวนรถไฟหรือสวนจตุจักรแค่ไหน ก็ไม่มีปัญหาเหงื่อกัดหรือกลิ่นอับชื้นสะสมแน่นอน

AirPods : คู่หูที่ขาดไม่ได้: ลืมการพกมือถือเครื่องหนักๆ วิ่งไปได้เลย! แค่เชื่อมต่อ AirPods กับ Apple Watch คุณก็ฟังเพลงหรือ Podcast ได้จากข้อมือโดยตรง ทีเด็ดคือ โหมดฟังเสียงภายนอก (Transparency Mode) ที่ช่วยให้คุณได้ยินเสียงรถหรือคนรอบข้างขณะวิ่ง City Run เพิ่มความปลอดภัยแบบสุดๆ

ฟิล์มกันรอย & เคสกันกระแทก : สายลุยต้องระวัง! วิ่งในสวนคนเยอะๆ หรือวิ่ง City Run อาจจะไปเหวี่ยงแขนชนเสาหรือกิ่งไม้ได้ ใส่เคสบางเฉียบไว้ อุ่นใจกว่าเยอะครับ เครื่องสวยไร้รอยตลอดกาล

ทริคเล็กๆ ก่อนเริ่มวิ่ง

อย่าลืมวอร์มอัพร่างกายอย่างน้อย 5-10 นาที และที่สำคัญ “การลงทุนกับอุปกรณ์ที่ใช่ ช่วยลดอาการบาดเจ็บได้มากกว่าที่คิด” โดยเฉพาะการเช็คอัตราการเต้นของหัวใจผ่าน Smart Watch ค่ะืหากคุณชื่นชอบบทความนี้ สามารถติดตามเนื้อหา ข่าวสาร อัปเดตโปรโมชั่น และ ทริคเกร็ดความรู้ ได้ที่ Blog Studio7 ในครั้งหน้าเราจะมีบทความดี ๆ อะไรมาแนะนำอีก โปรดติดตามกันนะคะ..